เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ได้กลายมาเป็นเพื่อนคู่คิดมิตรคู่บ้านของหลาย ๆ คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีปัญหาไม่สบายใจ หรือมีสภาพจิตใจที่หวั่นไหว หลายคนก็มักจะทำการปรึกษากับเครื่องมือ AI โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ ChatGPT แต่พฤติกรรมเช่นนี้กลับสร้างความไม่สบายใจให้กับผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก
จากรายงานโดยเว็บไซต์ Euronews ได้กล่าวกระแสความนิยมของผู้คนทั่วโลกที่หันหน้าเข้าหาเครื่องมือ AI อย่าง ChatGPT เพื่อปรึกษาปัญหาด้านชีวิต และจิตใจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องการอกหัก, ความวิตกกังวล และปัญหาอื่น ๆ ในชีวิต โดยได้มีการอ้างอิงถึงงานวิจัยจาก Línea Directa ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยในประเทศสเปน ที่พบว่ามากถึง 9 ใน 10 ของชาวสเปนที่มีอายุระหว่าง 16 ปี ถึง 19 ปี มีความนิยมในการสอบถามปัญหาด้านสุขภาพ ซึ่งครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต กับเครื่องมือ AI โดยมากถึง 24.8% นั้นทำการวินิจฉัยปัญหาสุขภาพกับ AI เป็นตัวเลือกแรกแทนที่จะไปหาหมอ ซึ่งสอดคล้องกับรายงาน AXA Mind Health Report ฉบับที่ 6 (Sixth Edition) จากบริษัท AXA บริษัทด้านประกันชีวิต ที่ระบุว่า ประชากรในกลุ่มตัวอย่างจากประเทศเม็กซิโกกว่า 71% โดยความนิยมของการใช้งานในเชิงของการช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตนั้นเป็นไปตามเทรนด์เดียวกับที่งานวิจัยด้านสุขภาพจิตของทางองค์กรอนามัยโลก (WHO หรือ World Health Organization) ที่ระบุว่า ประชากรโลกในปัจจุบันนั้น มีมากกว่า 1 พันล้านคนที่มีปัญหาสุขภาพจิต และมีแนวโน้นที่จะเลวร้ายลงไปเรื่อย ๆ
แต่การใช้งานเครื่องมือ AI เพื่อช่วยเหลือตัวเองในการรักษาสุขภาพจิตนั้น กลับสร้างความกังวลใจให้กับผู้เชี่ยวชาญหลายราย อย่างเช่นในกรณีที่ผู้ที่ประสบปัญหาเรื่องอกหัก หรือมีปัญหาด้านความสัมพันธ์นั้น มักจะทำการปรึกษา ChatGPT เพื่อหาทางออกให้กับชีวิตหรือก่อนทำการตัดสินใจใด ๆ นั้น ทางนักจิตวิทยาชาวเม็กซิกันอย่างคุณ María Fernanda Cruz Urquiza ได้ให้ความเห็นไว้ว่า การใช้งาน ChatGPT นั้นไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะตัว ChatGPT นั้นมักจะพูดจาเอาอกเอาใจผู้ใช้งาน และช่วยเสริมให้ผู้ใช้งานนั้นคิดว่าสิ่งที่คิดนั้นถูกต้อง แต่ก็ให้ความเห็นในอีกแง่หนึ่งว่า การใช้งาน ChatGPT นั้นสามารถช่วยเหลือให้ผู้ใช้งานสามารถพูดจาเปิดอกเปิดใจในเรื่องที่อึดอัด โดยไม่รู้สึกว่ากำลังถูกตัดสิน (Judged) อยู่ ทำให้เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ใช้งานที่มีอาการวิตกกังวล (Anxiety) ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของนักจิตบำบัดอย่าง คุณ Paredes Aldama ที่ให้ความเห็นว่า ChatGPT นั้นช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาวิตกกังวลให้สามารถร่างข้อความเพื่อช่วยเหลือในด้านการสื่อสารได้
ทว่าทั้งสองก็มีความเห็นที่ตรงกันเช่นเดียวกันว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ การที่ตัว ChatGPT นั้นมักจะเน้นการพูดเอาอกเอาใจ แสดงความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ต่อผู้ใช้งานที่มากจนเกินไป โดยมักจะเน้นให้ผู้ถามนั้นมีความมั่นใจว่าตัวเองนั้นถูกเสมอ นำไปสู่การตีความสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริงอย่างผิด ๆ ซึ่งผลลัพธ์นั้นนอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ยังจะนำไปสู่การกระตุ้นพฤติกรรมด้านลบ เช่น ความเห็นแก่ตัว และ ความหลงตัวเองได้อีกด้วย นอกจากนั้น ถึงแม้การใช้งาน AI เพื่อช่วยแก้ปัญหาชีวิตจะรู้สึกว่าเป็นส่วนตัวและสบายใจ แต่ก็ไม่อาจทดแทนความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้บำบัด (Therapist) และคนไข้ ที่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ เพราะปัญหาทางจิตใจนั้นต้องอาศัยการแบ่งปัน และรักษาด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ (Human Connection) เป็นหลัก
ซึ่งได้นำมาสู่ข้อสรุปที่ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 เห็นด้วยร่วมกันนั่นคือ AI อาจช่วยเหลือในการแก้ไขข้อกังขาของคนไข้ และสามารถใช้งานในการจัดการสิ่งที่ต้องทำต่าง ๆ โดยเบื้องต้นได้ แต่ในเชิงลึกนั้น เครื่องมือ AI ก็ยังไม่สามารถทดแทนการได้รับการบำบัดจากผู้เชี่ยวชาญได้ เนื่องด้วยเหตุผลที่กล่าวมาในข้างต้น
คำสำคัญ »
|
|