ปัจจุบันที่ผู้คนแห่แหนกันมาใช้งานเครื่องมือด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) โดยเฉพาะเครื่องมือยอดนิยมอย่าง ChatGPT นั้น สร้างความน่าเป็นห่วงว่าผู้ใช้งานอาจจะโง่ลง หรือไม่ ? และงานวิจัยนี้คงแก้ไขข้อกังขาที่หลายคนกังวลใจ
จากรายงานโดยเว็บไซต์ Futura ได้กล่าวอ้างอิงถึงรายงานการศึกษาด้านการใช้งาน ChatGPT ฉบับล่าสุดที่มีข้อมูลต่าง ๆ ออกมาตอบโต้กับบทความ “How ChatGPT Fries Our Brain” (ChatGPT ทำลายสมองของคุณได้อย่างไร ?) ของนักเขียนชื่อ Gaspard Koenig ที่ได้ทำการตีพิมพ์ลงในนิตยสารด้านธุรกิจจากประเทศฝรั่งเศสชื่อว่า Les Échos โดยได้มีการอ้างอิงมาจากงานวิจัยที่ยังไม่ถูกตีพิมพ์ (Preprint) จากคลังบทความด้านวิชาการ arXiv ถึงแม้บทความดังกล่าวนั้นจะยังไม่ถูกตีพิมพ์เนื่องจากยังไม่ถูกตรวจสอบความถูกต้อง (Peer Review) ทั้งยังมีการระบุโมเดลของ AI ที่ถูกนำมาใช้ในการทำงานวิจัยอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันการถูกนำเอาไปตีความผิด ๆ แต่ก็ยังมีการนำเอางานวิจัยชิ้นดังกล่าวไปใส่สีตีไข่
จึงเป็นเหตุให้ทางนักประสาทวิทยาอย่างนาย Albert Moukheiber ออกมาทำการตอบโต้ว่า บทความดังกล่าวนั้นนำเอาผลสรุปที่ไม่ได้มีบนงานวิจัยต้นฉบับมาเขียน เป็นการตีความเกินจริง และบิดเบือนความเป็นจริงอย่างที่ไม่ควรเป็น ทั้งยังได้กล่าวอีกว่า ผู้ที่เขียนบทความดังกล่าวนั้นอาจจะไม่เคยอ่านหรือศึกษางานวิจัย ทั้งยังใช้ AI แบบโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM หรือ Large Language Model) เพื่อสรุปบทความและได้ผลออกมาอย่างผิด ๆ เพื่อเขียนบทความที่บิดเบือนความเป็นจริงดังกล่าว ซึ่งในขณะเดียวกันทางสื่ออื่น ๆ ในประเทศฝรั่งเศสอย่าง France Info และ Le Monde ก็ได้มีการตีแผ่งานวิจัยใหม่ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งมีผลที่แตกต่างจากที่บทความเรียกเรตติ้งดังกล่าวอ้างอย่างสิ้นเชิง
โดยงานวิจัยฉบับใหม่ดังกล่าวนั้นเป็นการทดลองเพื่อเปรียบเทียบกระบวนการคิดของสมองเมื่อผู้เข้าร่วมทดลองใช้เครื่องมือต่าง ๆ มาช่วยในการเขียนบทความ ซึ่งในระหว่างการทดลองนั้นผู้เข้าร่วมโครงการจะทำการสวมเครื่อง EEG เพื่อวัดผลการทำงานในสมองตลอดเวลาที่ทำการทดลอง ผลออกมานั้นพบว่า ถึงแม้จะไม่มีข้อพิสูจน์ว่าการใช้งาน ChatGPT จะทำให้ฉลาดขึ้นหรือโง่ลง แต่ก็พบว่า การใช้งาน ChatGPT (รวมทั้งโมเดล LLM ตัวอื่น ๆ) นั้น ช่วยให้ผู้เข้าร่วมทดลองนั้นสามารถจัดระเบียบความคิดและทรัพยากรในสมองได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากตัวเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระในบางขั้นตอน ช่วยทำให้ผู้เข้าร่วมทดลองนั้นสามารถใช้กำลังสมองไปใช้ในการคิดในระดับสูง ในสิ่งที่ลึกซึ้งมากกว่า ซึ่งผลลัพธ์ก็ออกมาชัดเจน นั่นคือ ChatGPT ไม่ได้มาทำลายสมอง ตรงกันข้าม มาช่วยแบ่งเบาภาระของสมองต่างหาก
นั่นทำให้แทนที่จะถามว่า ChatGPT นั้นสามารถทำลายสมองได้หรือไม่ ตัวงานวิจัยกลับมุ่งเน้นไปยังคำถามที่ว่า จะนำเอาเครื่องมือ LLM มาใช้งานอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดในวงการการศึกษา? ซึ่งตัวงานวิจัยนั้นก็ได้กล่าวว่า จุดนี้นั้นจะต้องมองที่ลำดับขั้นตอนก่อนหลังของการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง และ การนำเอาเครื่องมือ AI เข้ามาใช้ เนื่องจากงานวิจัยมีการพบผลลัพธ์ที่ชัดเจนนั่นคือ
นอกจากนั้นตัวงานวิจัยได้ทำการวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน LLM กับผลต่อการคิดในเชิงวิเคราะห์ (Critical Thinking) พบว่า ผู้ที่ใช้งานและเชื่อคำตอบของ LLM มาก ๆ นั้นจะมีทักษะในการคิดวิเคราะห์ที่ลดลงและตั้งคำถามถึงการทำงานของตัว AI ลดลง ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายเนื่องจากหลายครั้งตัว AI มักแสดงผลคำตอบที่ผิด ๆ อย่างมั่นใจด้วยภาษาที่สละสลวยจนผู้ใช้งานเคลิ้มเชื่อตาม AI อย่างไม่ตั้งคำถาม ดังนั้นการใช้งาน AI ถึงแม้จะมีประโยชน์อย่างที่กล่าวมาข้างต้น ก็จำเป็นที่จะต้องระมัดระวังในการใช้ใช้งานอย่างมาก และอย่าเชื่อทุกสิ่งที่ AI ตอบโดยไม่ฉุกคิดก่อน
คำสำคัญ »
|
|