เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) อย่าง ChatGPT นั้นถึงแม้จะเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมอันดับหนึ่งของโลก ณ ปัจจุบัน แต่ก็มักจะตกเป็นจำเลยในคดีฟ้องร้องอยู่เรื่อย ๆ ไม่เว้นแต่ละวัน และคราวนี้ก็เป็นอีกคดีหนึ่งที่น่าจะสร้างความปวดหัวให้กับทาง OpenAI ซึ่งเป็นบริษัทผู้พัฒนาเครื่องมือ AI ตัวนี้อีกครั้ง
จากรายงานโดยเว็บไซต์ Barrons ได้กล่าวถึงการที่ทางสำนักงานอัยการสูงสุด (Attorney General) แห่งรัฐฟลอริดา (Florida) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำการยื่นฟ้องร้องบริษัท OpenAI และประธานฝ่ายบริหาร (CEO หรือ Chief Executive Officer) นาย Sam Altman ในข้อหาว่า ผลิตภัณฑ์ ChatGPT ของทางบริษัทนั้นก่ออันตรายแก่ผู้เยาว์ผ่านทางการสนับสนุนพฤติกรรมอันตราย และชักนำไปสู่การเสพติดการใช้งาน ChatGPT ซึ่งจากการแถลงข่าวของคณะอัยการนั้นได้ระบุว่า นอกจากตัว ChatGPT จะก่ออันตรายกับผู้เยาว์แล้ว ยังมีการหลอกลวง (Deceiving) ผู้ปกครองว่าตัวแอปพลิเคชันมีความปลอดภัย ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น สำหรับในส่วนของข้อหานำไปสู่การเสพติดนั้น ทางคณะอัยการแถลงว่า มาจากการที่ตัว ChatGPT นั้นจะทำงานด้วยการใช้งานบุคลิกที่คล้ายกับคนจริง และแสดงความเข้าใจ (Empathy) กับผู้ใช้งาน โดยมีจุดประสงค์เพื่อหลอกลวงให้ผู้ใช้งานทำการป้อนข้อมูลเพิ่มเติม ให้ใช้งานตัวแอปไปเรื่อย ๆ จนหยุดไม่ได้
โดยในรายละเอียดของคำฟ้องร้องนั้น ได้มีการอ้างอิงการศึกษา (Study) เกี่ยวกับอาการติด Character.AI :ซึ่งเป็นคู่แข่งของ ChatGPT ในกลุ่มเยาวชนโดยมหาวิทยาลัย Drexel University ไว้ว่า การเสพติดนั้นจะนำพาไปสู่อาการนอนหลับไม่เพียงพอ, เกรดร่วง, และมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมน้อยลง กว่าผู้ที่ไม่เสพติดการใช้งานบอท AI
นอกจากนั้นแล้วทางอัยการสูงสุดยังได้กล่าวโทษทาง OpenAI อีกว่า ถึงแม้ทาง OpenAI จะรับทราบถึงปัญหาที่เกิดจากการใช้งาน ChatGPT แต่ก็แทบไม่มีความพยายามใด ๆ ในการสร้างมาตรการและระบบที่รัดกุมยิ่งขึ้นสำหรับการใช้งานในหมู่เยาวชน ทั้งตัว ChatGPT ในเวอร์ชันใช้งานฟรี นั้นก็ไม่มีระบบป้องกันจำกัดการใช้งานในหมู่เยาวชน อย่างเช่น การยืนยันอายุ (Age Verification) และถึงแม้เวอร์ชันใช้งานแบบจ่ายเงินจะถามอายุผู้ใช้งาน แต่ก็ไม่มีระบบยืนยัน (Verification) ว่าผู้ใช้งานนั้นมีอายุตามที่กล่าวอ้างจริง ดังนั้นทาง OpenAI จึงเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบ
ขณะที่ทาง OpenAI ได้ทำการตอบโต้ผ่านสื่อว่า ทางบริษัทเชื่อว่า AI นั้นคือเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงและทรงพลัง ขณะเดียวกันทางบริษัทก็เชื่อว่าผู้เยาว์จำเป็นต้องได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสม ดังนั้นทางบริษัทจึงได้ทำการพัฒนาระบบป้องกัน และวางนโยบายที่มีมาตรฐานระดับชั้นนำออกมาเพื่อการนี้ โดยในช่องเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทาง OpenAI ได้เพิ่มฟีเจอร์จำกัดการใช้งานไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีสามารถใช้งานได้ และเยาวชนอายุ 13 - 17 ปีนั้น จะต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ปกครอง (Parental Consent) จากบนระบบควบคุมก่อนเท่านั้นถึงจะใช้งานได้
คดีนี้จะมีจุดสิ้นสุดอย่างไร ขอให้ผู้สนใจโปรดติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด
คำสำคัญ »
|
|