ถึงแม้ในปีนี้ทางไมโครซอฟท์จะประกาศว่า ทางบริษัทจะหันมามุ่งเน้นการพัฒนา Windows 11 เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงจากการที่อัปเดตของ Windows 11 แต่ละตัวนั้นมักจะมาพร้อมกับบั๊กแปลกประหลาดมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี ค.ศ. 2025 (ค.ศ. 2568) นั้นมีบั๊กมากกว่า 20 ตัวที่เกิดจากการอัปเดตเลยทีเดียว แต่ครั้งนี้ทางไมโครซอฟท์ก็พลาดอีกจนได้
จากรายงานโดยเว็บไซต์ Streamline ได้กล่าวถึงการที่ทางไมโครซอฟท์ได้ออกมายอมรับว่า บั๊ก "Restart and Shut Down Loop" ซึ่งเกิดขึ้นจากการติดตั้งอัปเดต KB5037853 บน Windows 11 22H2, 23H2 และ Windows 10 22H2 ซึ่งหลังจากที่ติดตั้งแล้ว ผู้ใช้งานจะพบว่า ปุ่ม Shut Down และ Restart บน Start Menu นั้นถูกแทนที่ด้วย "Update and Restart" ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ใช้งานนั้นจะต้องรีบูทเครื่องอย่างไม่มีวันสิ้นสุด และในบางรายนั้นเครื่องคอมพิวเตอร์จะเข้าสู่โหมดกู้ข้อมูล หรือ "Recovery Mode" ที่ผู้ใช้งานจะไม่สามารถออกได้จนกว่าจะทำการติดตั้ง Windows ใหม่ ซึ่งการแก้ปัญหาดังกล่าวนั้น จะถูกแบ่งเป็น 2 วิธีตามรูปแบบของผู้ใช้งาน
ซึ่งจากบั๊กดังกล่าวนั้น ทางแผนกไอที จากหลายบริษัทได้ส่งความเห็นถึงทางไมโครซอฟท์ว่า สร้างความเสียหายในช่วงเช้าวันจันทร์เป็นอย่างมาก เนื่องจากบางแผนกเจอบั๊กจนไม่สามารถทำงานได้ และการแก้ไขนั้นมักจะใช้เวลาที่ยาวนานตั้งแต่ 4-12 ชั่วโมงเลยทีเดียวสำหรับบริษัทใหญ่ ๆ โดยผู้เชี่ยวชาญได้คำนวณไว้ว่า การที่บริษัทไม่สามารถทำงานได้จากบั๊กดังกล่าวนั้น นำมาสู่ความสูญเสียเฉลี่ยถึง 5,600 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ นาที (182,504 บาท) ซึ่งถ้ามีบริษัทประสบเหตุดังกล่าวพันแห่งนั้น มูลค่าทางเศรษฐกิจจะเสียหายในหลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐ จนเรียกได้ว่าเป็นวิกฤติทางเศรษฐกิจแบบเฉียบพลัน (Economic Disruption) ได้เลยทีเดียว นอกจากนั้นยังมีเสียงติติงจากผู้ใช้งานระดับองค์กรต่าง ๆ ว่า การพัฒนาแบบอาไจล์ (Agile) ของทางไมโครซอฟท์ที่เน้นให้ผลิตภัณฑ์ออกมาไวทันเวลา แทนที่จะเน้นเรื่องความน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้ใช้งานต้องมาเป็นผู้ทดสอบซอฟต์แวร์ (Beta Tester) แทน และบางรายยังได้กล่าวว่า สำหรับระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญยิ่งยวด (Mission-Critical Infrastructure) นั้น ความผิดพลาดนี้ของทางไมโครซอฟท์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถรับได้โดยสิ้นเชิง
คำสำคัญ »
|
|