หลายคนที่ติดตามข่าวไอทีน่าจะได้เสพย์ข่าวการวิวาทะกันระหว่าง Spotify กับ Apple ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อ Spotify เล่นใหญ่สร้างเว็บ และทำคลิปออกมากล่าวหาว่า Apple ดำเนินธุรกิจอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงยื่นคำร้องไปยังองค์กรฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรป (European Commission) ให้เข้ามาจัดการอีกด้วย
บทความนี้เราจะมาไล่ Timeline จุดเริ่มต้นของปัญหานี้ให้เข้าใจแบบง่ายๆ ให้อ่านกัน
Spotify
Spotify เป็นผู้ให้บริการฟังเพลงออนไลน์แบบลิขสิทธิ์สัญชาติสวีเดนที่เริ่มให้บริการมาตั้งแต่ปี 2008 มีผู้ใช้บริการประมาณเดือนละ 207,000,000 คน ในจำนวนนี้มีผู้ใช้บริการแบบสมาชิกรายเดือน (Subscribers) อยู่ถึง 96,000,000 คน
Apple
ผู้คิดค้น iPhone พัฒนา iOS และ App Store และมีบริการฟังเพลงออนไลน์เช่นกันในชื่อ Apple Music ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2015
ถ้ากล่าวแบบย่อๆ คือ Spotify ไม่อยากเสียค่าธรรมเนียม (Apple Tax) 30% ให้กับ Apple
อันที่จริง หากเราดูใน Timeline (ข้อมูลด้านบนเราสรุปจากหลายๆ เว็บไซต์) ที่ทาง Spotify ระบุบนเว็บไซต์ https://www.timetoplayfair.com/timeline/ จะมีรายละเอียดที่ทาง Spotify กล่าวโทษ Apple มากกว่านี้ เกี่ยวกับเรื่องการถูกขัดขวางการอัปเดตแอป, ไม่สามารถเข้าถึง HomePod หรือ Siri ได้ แต่เนื่องจากเป็นการพูดฝั่งเดียว เราเลยขอยกประเด็นน่าสนใจมาแค่บางส่วนเท่านั้น
นี่เป็นคำถามที่หลายคนน่าจะให้ความสนใจว่าที่ทาง Spotify กล่าวหา มันจริง หรือมีมูลขนาดไหน เราได้พยายามหาคำตอบมาให้แล้ว อย่างไรก็ตาม จะตรงกับข้อเท็จจริงมากขนาดไหน หากเราไม่ใช่คนในบริษัท Spotify หรือ Apple ก็คงยากที่จะฟันธง ก็เป็นการวิเคราะห์จากข้อมูลที่พอจะหาได้ และบางส่วนเป็นข้อมูลที่ทาง Apple ออกมาอธิบายตอบโต้ทาง Spotify
1. ประเด็นแรก Spotify เชื่อว่า Apple พยายามกีดกัน Spotify ออกจาก App Store ด้วยการไม่ยอมให้อัปเดต
จุดนี้เราว่าไม่น่าใช่ ถ้าจะกีดกันจริงๆ Apple สามารถลบ Spotify ออกจาก App Store ได้เลยด้วยซ้ำ ด้วยการปรับกฏบีบบังคับด้วยอำนาจที่มีอยู่ การจะหาเรื่องลบแอปหนึ่งออกจาก App Store ไม่ใช่เรื่องยากเลย
2. Spotify ไม่พอใจที่ Apple ไม่อนุญาตให้แจ้งผู้ใช้ว่าให้ไปสมัครสมาชิก Premium ผ่านเว็บไซต์ในตัวแอป หรือใส่ปุ่มลิงก์เพื่อเปิดไปยังเว็บไซต์ภายนอก
ลองนึกภาพว่าทุกแอปมีปุ่มที่พอแตะปุ้ป มันจะพาผู้ใช้ไปเข้าเว็บไซต์ต่างๆ ได้ทันทีดู มันจะกลายเป็นช่องทางใหม่ในการโจมตี, ขโมยข้อมูลผู้ใช้อย่างง่ายดาย ซึ่ง Apple ก็ขึ้นชื่อเรื่องการยึดความปลอดภัยตรงนี้เป็นหลักมาโดยตลอด
3. Spotify ไม่สามารถเล่นตรงจาก HomePod ได้ เพราะ Apple ไม่ให้คู่แข่งเข้าถึงฮาร์ดแวร์ของตนเอง
เราคิดว่ามันก็ไม่ต่างจากการที่ HomePod ไม่สามารถใช้งาน Amazon Alexa ได้ หรือ Google Echo ไม่สามารถใช้งาน Siri ได้นะ แต่ Apple ก็อนุญาตให้ทุกแอปสามารถสตรีมเพลงผ่าน AirPlay ได้ (รวมถึง Spotify) บนหน้าเว็บของ Apple ยังมีการใส่โลโก้ของ Spotify เอาไว้ด้วยซ้ำ (บันทึกภาพนี้ได้ตอนวันที่ 18/3/62)
Apple ยังได้ระบุว่า ได้ช่วยพัฒนา Spotify ให้ทำงานร่วมกับ CarPlay อย่างสมบูรณ์ และเครื่องมือที่ Spotify ใช้ก็มีความเหมือนกับนักพัฒนาทุกคน ไม่ได้ถูกจำกัดแต่อย่างใด ส่วนเรื่อง Spotify บน Apple Watch ทาง Apple ได้ระบุว่า เรารีวิว และอนุมัติแอปตามคิวรายการที่เรามี ไม่ได้ให้อภิสิทธิ์แอปใดๆ เป็นพิเศษ และในความจริงๆ คือ แอป Spotify อยู่บนอันดับหนึ่งของหมวดหมู่แอปสำหรับนาฬิกาบน App Store ด้วยซ้ำ
4. ค่าธรรมเนียม 30% ของ App Store นั้นสูงเกินไป
เป็นเรื่องจริงที่ปีแรก Apple มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงถึง 30% แต่ในปีถัดๆ ไป จะปรับเป็น 15% โดยทาง Apple ระบุว่าเป็นค่าบำรุงเซิร์ฟเวอร์, ค่ารีวิว (เวลาอัปเดตแอปทาง Apple จะมีการรีวิวก่อนอนุมัติ), ค่าบริการการชำระเงิน ฯลฯ
ทั้ง Spotify และ Apple Music มีค่าบริการแบบพรีเมี่ยมเดือนละ $10 (อ้างอิงราคาในต่างประเทศ) ทำให้ Spotify ต้องให้ Apple มากถึง $3 แต่ตอนนี้ก็คง $1.5 แล้วล่ะ ถึงอย่างนั้นก็ทำให้ Spotify ไม่สามารถทำกำไรได้มากกว่า Apple แน่นอน หากตั้งราคาเท่ากัน เนื่องจาก Apple ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม
30% แพงไปไหม หากมองเป็นยอดรวมรายเดือน รายปี ก็ถือว่าแพงอยู่นะ แต่สำหรับแอปส่วนใหญ่ที่มี IAP แบบครั้งเดียวจบ ไม่ใช่แอปที่ให้เก็บค่าบริการรายเดือน ก็ถือว่าถูกมาก เพราะ IAP ส่วนใหญ่ (เราไม่พูดถึงพวกเกมส์หมุนกาชานะ) จะอยู่ที่ $0.99 มั่ง $1.99 มั่ง 30% มันก็แค่ $0.14-$0.29 เท่านั้นเอง
5. Apple ใช้ความเป็นเจ้าของ App Store สร้างได้เปรียบในการโฆษณาโปรโมชั่นต่างๆ
มีรายงานว่าผู้ใช้จำนวนหนึ่งได้รับการแจ้งเตือนจาก Apple Music เชิญชวนให้กลับไปใช้งานได้ฟรีอีกครั้ง แต่เราไม่แน่ใจว่าแอปอื่นสามารถโฆษณาข้อความในลักษณะนี้ได้หรือไม่
ทาง EU มีกฏที่จะบังคับไม่ให้บริษัทใดบริษัทหนี่งใช้อำนาจจากการที่เป็นผู้ครองตลาดในการสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันทางธุรกิจ สำหรับในกรณี Apple น่าจะรอดตัวได้ไม่ยาก เนื่องจากในยุโรป iOS มีส่วนแบ่งในตลาดอยู่ 27.69% เท่านั้น แต่ Android ครองส่วนแบ่งสูงถึง 71.2%
หรือถ้าพูดถึงธุรกิจสตรีมเพลง Apple ก็ไม่ใช่เจ้าตลาดอยู่ดี Spotify มีผู้ใช้บริการมากถึง 207,000,000 ต่อเดือน เป็นผู้ใช้แบบเสียเงินถึง 96,000,000 คน ในขณะที่ Apple Music มีผู้ใช้บริการประมาณ 50,000,000 คนเท่านั้น
ก็น่าสนใจทีเดียวว่าผลการไต่สวนจะเป็นอย่างไร หากสืบสวนแล้วพบว่า Apple มีการกดดัน Spotify ให้ใช้ In-app purchases หรือบีบให้ถอนแอปออกจาก App Store จริง นี่น่าจะเป็นคดีที่อื้อฉาวกระฉ่อนโลกอย่างแน่นอน
|
แอดมินสายเปื่อย ชอบลองอะไรใหม่ไปเรื่อยๆ รักแมว และเสียงเพลงเป็นพิเศษ |