คงเป็นที่ทราบกันดีว่า ในช่วงที่ผ่านมาทาง Google ได้ประกาศให้ผู้พัฒนา (Developer) แอปพลิเคชันสำหรับการใช้งานบนระบบปฏิบัติการ Android ต้องลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตน โดยรอบแรกจะเริ่มจากการบังคับใช้นโยบายใน 4 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ก่อนที่อื่นในโลก และในตอนนี้ทาง Google ก็ได้ทำการกำหนดเส้นตายออกมาแล้ว
จากรายงานโดยเว็บไซต์ The Hacker News ได้กล่าวถึงการที่ทาง Google ได้ออกมาประกาศเส้นตายให้ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันบนระบบปฏิบัติการ Android ใน 4 ประเทศ ประกอบด้วย บราซิล, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์, และ ประเทศไทย ต้องทำการลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนกับ Google ในวันที่ 30 กันยายน นี้ หลังจากได้ที่ได้เปิดให้ผู้พัฒนาเริ่มยืนยันตัวตนตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อแจกจ่ายบน Google Play หรือในสโตร์อื่น ๆ เช่น Samsung, Xiaomi, OPPO, vivo, Honor, และ Transsion ก็ต้องทำการลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนทั้งหมด ซึ่งถ้าผู้พัฒนารายใดไม่ทำการยืนยันตัวตนภายในเส้นตายที่กำหนดไว้ ตัวแอปพลิเคชันก็จะถูกระงับไม่ให้ถูกติดตั้งใหม่บนอุปกรณ์ที่ได้รับการรับรอง (Certified Device)

ภาพจาก : https://thehackernews.com/2026/06/google-sets-sept-30-deadline-for.html
ซึ่งถ้าผ่านเส้นตายวันที่ 30 กันยายน มาแล้ว แอปพลิเคชันของผู้พัฒนาที่ไม่ทำการยืนยันตัวตนก็จะไม่สามารถติดตั้งได้ผ่านทางแอปสโตร์ต่าง ๆ ได้ และต้องทำการติดตั้งผ่านทางช่องทาง Android Debug Bridge (ADB) หรือ ด้วยวิธีการ Advance Flow ซึ่งเป็นการติดตั้งแอปพลิเคชันจากนอกแอปสโตร์ หรือ Sideloading ที่มีความยุ่งยากซับซ้อน เพราะต้องทำการเปิดโหมดผู้พัฒนา (Developer Mode), รีสตาร์ต, รอ 24 ชั่วโมง, กดยอมรับความเสี่ยง เรียกได้ว่าใช้เวลาในการติดตั้งที่ยาวนานมาก
สำหรับการยืนยันตัวตนนั้น ผู้พัฒนาจะต้องให้ข้อมูลต่าง ๆ กับทาง Google เช่น ชื่อนามสกุลจริง (หรือชื่อนิติบุคคล), ที่อยู่, และข้อมูลติดต่อ, อัปโหลดเอกสารราชการเพื่อยืนยันตัวตน, และยืนยันความเป็นเจ้าของแอปพลิเคชันแต่ละตัวด้วยการอัปโหลดไฟล์ APK ขึ้นสู่ระบบ พร้อมกุญแจส่วนตัว (Private Key) ซึ่งเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้พัฒนาที่มีแอปพลิเคชันจำนวนมาก ทาง Google ยังเปิดให้ใช้การลงทะเบียนผ่านทาง API และการมอบสิทธิ์แทนด้วยการยืนยันตัวตนแบบ OAuth ซึ่งวิธีนี้จะทำให้สโตร์แบบ 3rd Party สามารถช่วยดำเนินการแบบตัวแทนให้กับผู้พัฒนารายต่าง ๆ ได้อีกด้วย โดยอินเตอร์เฟส (Interface) สำหรับการทำการผ่านวิธีดังกล่าว อย่าง Android Developer ID Status API และ an Android Developer Console API จะเริ่มปล่อยให้ใช้งานได้ในเดือนกรกฎาคม นี้ นอกจากการยืนยันตัวตนสำหรับผู้พัฒนาระดับมืออาชีพแล้ว ทาง Google ยังได้มีการผ่อนปรนให้กับผู้พัฒนาในรูปแบบของการศึกษาหรือพัฒนาแบบงานอดิเรก ให้สามารถติดตั้งแอปพลิเคชันของตนในแบบจำกัด (Limited Distribution) โดยไม่ต้องมีการยืนยันตัวตน ซึ่งสามารถติดตั้งได้สูงสุดบนอุปกรณ์ 10 เครื่อง เพียงแค่ชำระค่าการใช้งานบัญชีผู้พัฒนาแบบ Standard Full Developer Account ด้วยราคา 25 ดอลลาร์สหรัฐ (835.71 บาท) แบบชำระแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
ถึงแม้การยืนยันตัวตนจะเป็นไปเพื่อการรักษาความปลอดภัยของสโตร์จากมัลแวร์ แต่ทางทีมผู้พัฒนาอิสระก็ต่างไม่เห็นด้วยกับมาตรการนี้ โดยอ้างว่า โครงการหลายตัวนั้น ตัวแอปพลิเคชันถูกเซ็น (Sign) ด้วยนามแฝง (Pseudonym) จากกลุ่มผู้พัฒนาที่ไม่ประสงค์จะออกนาม ซึ่งถ้ามีการบังคับใช้นโยบายดังกล่าว โครงการหลายตัวในรูปแบบเดียวกันนี้ก็จะต้องปิดตัวลง นอกจากนั้นยังมีแคมเปญการเคลื่อนไหวเพื่อให้ Android ยังคงความเป็นระบบเปิด ส่งเสียงให้ Google ทำการล้มเลิกนโยบายดังกล่าวภายใต้ชื่อแคมเปญ Keep Android Open ที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรต่าง ๆ กว่า 70 องค์กร ใน 23 ประเทศทั่วโลก ก็ได้ทำการดำเนินการรณรงค์อย่างแข็งขัน ซึ่งจะทำให้ทาง Google อ่อนข้อลงหรือไม่นั้น คงต้องติดตามข่าวกันต่อไป
คำสำคัญ »
|
|