ในช่วงหลัง META เหมือนจะตกเป็นสนามอารมณ์ของหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ที่ทำการปิดหรือลบบัญชีของผู้ใช้งานโดยไม่ได้กระทำผิด, ประเด็นเรื่องความเสถียรของระบบ, ไปจนถึงประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ซึ่งประเด็นหลังก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับข่าวนี้ด้วย
จากรายงานโดยเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของผู้พัฒนาเครื่องมือต่อต้านมัลแวร์ชื่อดัง Malwarebytes ได้กล่าวถึงการที่มีผู้ตรวจพบว่า ทาง META ได้มีการแอบฝัง (Embeded) โค้ดของเครื่องมือจดจำใบหน้า (Face-Recognition) ที่ไม่เคยถูกปล่อยใช้งานมาก่อน แต่ถูกเรียกภายในบริษัทว่า “NameTag” ลงไปภายในแอปพลิเคชัน META AI ที่ใช้งานควบคู่กับแว่นตาอัจฉริยะ หรือ Smart Glasses ซึ่งผู้ที่ตรวจพบกล่าวว่าโค้ดดังกล่าวนั้นไม่ได้ถูกเปิดใช้งาน (Inactive) แต่ก็ถูกฝังลงบนอุปกรณ์ Smart Glasses เป็นจำนวนมากถึง 50 ล้านชิ้นทั่วโลกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยโค้ดดังกล่าวนั้นจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถระบุตัวตนของผู้คนจากระยะไกลผ่านแว่นตาได้ สร้างความกังวลใจอย่างมากเนื่องจากเป็นการฝังโดยที่ไม่ได้มีการแจ้งผู้ใช้งานหรือผู้ซื้อล่วงหน้า เรียกว่าเป็นการไม่ได้ขออนุญาต หรือ Consent จากผู้ถูกเก็บข้อมูลก่อน ทำให้องค์กรด้านการรักษาความเป็นส่วนตัวก็ได้มีความกังวลใจว่า อาชญากรอาจสามารถใช้งานโค้ดดังกล่าวที่ถูกฝังไว้เพื่อใช้ในการสะกดรอย (Stalking) เหยื่อได้อย่างสะดวกกว่าที่เคยเป็น
และเมื่อมีความกังวลใจดังกล่าวเกิดขึ้น ก็ย่อมหนีไม่พ้นที่จะมีการพยายามดำเนินการด้านการออกกฎหมายเพื่อสกัดและปรามไม่ให้บริษัทด้านเทคโนโลยีล้ำเส้นดังที่กล่าวมา โดยทางเว็บไซต์ด้านเทคโนโลยี Gizmodo ได้เผยว่า ปัจจุบันกำลังมีการเสนอร่างกฎหมาย Pennsylvania Bill เพื่อบังคับให้มีการเพิ่มหลอดไฟแสดงสถานะ (Indicator Light) ที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนบนแว่นตาอัจฉริยะ หรืออุปกรณ์สวมใส่ที่คล้ายคลึงกัน ให้ไฟบ่งบอกสถานะนั้นทำงานระหว่างที่มีการบันทึกวิดีโอ หรือ เสียง อยู่ และไฟบ่งบอกสถานะนั้นจะต้องไม่สามารถถูกปิดการใช้งาน (Disabled) ได้ แต่ทางแหล่งข่าวไม่ได้มีการระบุไว้ว่าการเสนอกฎหมายนั้นไปถึงขั้นตอนใด และจะมีการบังคับใช้ในปีใด
ถึงแม้จะมีความกังวลใจในประเด็นนี้ต่อผลิตภัณฑ์ของทาง META แต่ทาง META และเหล่าผู้บริหารที่เกี่ยวข้องนั้นก็ยังไม่มีการออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวดังกล่าวแต่อย่างใด ณ ปัจจุบัน
คำสำคัญ »
|
|