ข่าวที่กำลังมาแรงในช่วงเร็ว ๆ นี้คงจะหนีไม่พ้นข่าวการที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบทวีปยุโรป ที่กำลังเร่งผลักดันกฎหมายเพื่อแบน หรือจำกัดการใช้งานของเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่ากำหนด ซึ่งนโยบายนี้ถึงจะเป็นเทรนด์ที่รัฐบาลต่าง ๆ พยายามทำ และผู้ปกครองมักจะเห็นชอบ แน่นอนว่าต้องมีผู้เสียผลประโยชน์
จากรายงานโดยเว็บไซต์ Euro Weekly News ที่ได้มีการคาดการณ์ถึงการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัลในแถบทวีปยุโรปที่อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล ถ้ากฎหมายการแบนโซเชียลมีเดียถูกนำมาบังคับใช้ เนื่องจากเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมดิจิทัลนั้นเรียกได้ว่ามีมูลค่าที่สูงมาก เช่น การที่ลูกค้าเปลี่ยนจากการใช้การตลาดแบบเดิม ๆ อย่างการใช้ป้ายโฆษณาบิลบอร์ด (Billbord) มาใช้งานคอนเทนต์โฆษณาออนไลน์ ส่งผลให้เพียงเฉพาะในปี ค.ศ. 2025 (พ.ศ. 2568) เพียงปีเดียว ทางบริษัท META ซึ่งให้บริการโซเชียลมีเดียหลากแพลตฟอร์มอย่าง Facebook และ Instagram ซึ่งมีรายได้รวมที่ 171.69 พันล้านยูโร (6,397,856,160,000 บาท) ในปีนั้น มีรายได้จากการโฆษณามากถึง 98% จากรายได้ทั้งหมด ตีมูลค่าเป็น 167.53 พันล้านบาท (6,242,837,920,000 บาท) เรียกได้ว่ามีมูลค่าที่มหาศาลมาก
นอกจากการโฆษณาแล้ว การเก็บข้อมูลของผู้ใช้งาน (User’s Data) ก็เรียกได้ว่าสามารถทำกำไรได้เช่นเดียวกัน โดยมูลค่าทางเศรษฐกิจของข้อมูลดังกล่าวนั้นมีค่าสูงถึง 2.3 พันล้านยูโร (85,684,200,000) ในปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) และคาดการณ์ว่ามูลค่าจะพุ่งไปถึง 11 พันล้านยูโร (409,794,000,000 บาท) ภายในปี ค.ศ. 2032 (พ.ศ. 2575)
แต่จากการพยายามแบนโซเชียลมีเดียไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้งานที่รัฐบาลภายในทวีปยุโรปหลายแห่งพยายามผลักดันนั้น อาจสร้างมูลค่าความเสียหายอย่างมหาศาลให้กับบริษัทเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง และในระดับเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมนี้ โดยจากข้อมูลของทางรัฐสภายุโรป (European Parliament) ได้ระบุว่า เยาวชนกว่า 97% นั้นใช้อินเทอร์เน็ตทุกวัน โดยกว่า 78% นั้นเป็นเด็กอายุระหว่าง 13 - 17 ปี ซึ่งถ้ามีการห้ามไม่ให้ใช้งาน เท่ากับว่าโฆษณาที่มีกลุ่มเป้าหมายไปยังผู้ใช้งานในกลุ่มอายุช่วงดังกล่าวก็จะไม่สามารถทำได้ในทันที ทำให้อาจเกิดความเสียหายในเชิงรายได้มากถึงระดับพันล้านยูโรเลยทีเดียว
คำสำคัญ »
|
|